ข้อที่ 42 ปฐมวิวาทมูลสูตร ว่าด้วยมูลเหตุแห่งวิวาท สูตรที่ ๑ กล่าวถึง มูลเหตุ 10 ประการ ที่ทำให้พระสงฆ์เกิดความแตกแยกและทะเลาะวิวาทกัน โดยมีความสอดคล้องและเหมือนกับ วิวาทสูตร
ข้อที่ 43 ทุติยวิวาทมูลสูตร ว่าด้วยมูลเหตุแห่งวิวาท สูตรที่ ๒ กล่าวถึง มูลเหตุ 10 ประการ (กลุ่มที่ 2) ที่ทำให้พระสงฆ์แตกแยกและทะเลาะวิวาทกัน ซึ่งเกิดจากการ “บิดเบือนกฎระเบียบและการลงโทษ (อาบัติ)” โดยจงใจสลับความจริง ใน 5 คู่หลัก ๆ ดังนี้
1. การมีความผิด: อ้างเรื่องไม่ผิดว่าผิด / อ้างเรื่องผิดว่าไม่ผิด
2. น้ำหนักของโทษ: อ้างอาบัติเบาว่าเป็นหนัก / อ้างอาบัติหนักว่าเป็นเบา
3. ความชั่วหยาบ: อ้างความผิดร้ายแรงขั้นชั่วหยาบว่าไม่ชั่วหยาบ / อ้างความผิดไม่ชั่วหยาบว่าชั่วหยาบ
4. ความเหลืออยู่ของโทษ: อ้างอาบัติที่ยังมีส่วนเหลือ (ยังไม่ขาดจากความเป็นพระ) ว่าไม่มีส่วนเหลือ / อ้างอาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ (ปาราชิก) ว่ามีส่วนเหลือ
5. การแก้ไขโทษ: อ้างความผิดที่แก้ไข/แสดงคืนได้ว่าทำไม่ได้ / อ้างความผิดที่แก้ไขไม่ได้ว่าทำได้
*ทั้ง 3 สูตรนี้แสดงให้เห็น ห่วงโซ่แห่งความเสื่อม คือ สงฆ์จะเริ่มแตกสามัคคีจากการบิดเบือนบิดพริ้วในหลักคำสอนภาพรวมก่อน (วิวาทสูตร / ปฐมวิวาทมูลสูตร) และจะลุกลามจนกลายเป็นการใช้อำนาจหน้าที่บิดเบือนกฎเกณฑ์การลงทัณฑ์กลั่นแกล้งกันทางวินัย (ทุติยวิวาทมูลสูตร) เมื่อทั้งหลักการและระบบยุติธรรมบิดเบี้ยว สังฆมณฑลย่อมเกิดการทะเลาะวิวาทและอยู่ร่วมกันอย่างไม่มีความสุข
ข้อที่ 44 กุสินารสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่กรุงกุสินารา พระพุทธเจ้าทรงแสดง ธรรม 10 ประการสำหรับภิกษุผู้จะตักเตือนหรือกล่าวหา (โจทก์) ผู้อื่น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความบาดหมางและวิวาทกันในสงฆ์ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้
- ตรวจสอบตนเอง 5 ประการ (ก่อนจะไปว่าคนอื่น):
- กายบริสุทธิ์: พฤติกรรมทางกายของตนเองต้องไม่มีข้อบกพร่อง
- วาจาบริสุทธิ์: พฤติกรรมทางวาจาของตนเองต้องสะอาด
- มีจิตเมตตา: ตั้งจิตไว้ด้วยความปรารถนาดี ไม่มีพยาบาทแฝง
- เป็นพหูสูต: มีความรู้ในพระธรรมวินัยเป็นอย่างดี
- แม่นยำปาติโมกข์: ทรงจำและเข้าใจข้อกฎหมายของสงฆ์ได้อย่างถูกต้อง
2. ตั้งมั่นในใจ 5 ประการ (ขณะที่เข้าไปตักเตือน):
- ถูกกาล: พูดในเวลาที่เหมาะสม
- สัตย์จริง: พูดเฉพาะเรื่องที่เป็นความจริง
- อ่อนหวาน: พูดด้วยถ้อยคำสุภาพ นุ่มนวล
- มีประโยชน์: พูดเรื่องที่เป็นสาระและเกิดผลดี
- เมตตา: พูดด้วยความรักความหวังดี ไม่พูดด้วยความโกรธ
*ก่อนจะชี้ความผิดให้ใคร “ตนเองต้องพร้อมและบริสุทธิ์ก่อน” และเมื่อจะพูด “ต้องพูดด้วยท่าทีและเจตนาที่ดี” หากทำได้ครบ 10 ประการนี้ การตักเตือนย่อมนำไปสู่การแก้ไขและความสามัคคี ไม่นำไปสู่การทะเลาะวิวาท
ข้อที่ 45 ราชันเตปุรัปปเวสนสูตร ว่าด้วยโทษในการเข้าไปในพระราชวังชั้นใน พระพุทธเจ้าทรงแสดง “โทษ 10 ประการ” ที่ภิกษุจะถูกหวาดระแวงสงสัย หากเข้าไปในพระราชวังชั้นใน ซึ่งมักทำให้เกิดความเสื่อมเสียและภัยอันตราย โดยแบ่งกลุ่มความระแวงออกเป็น 3 มิติหลัก ๆ ดังนี้
1. ระแวงเรื่องชู้สาวและศีลธรรม (ข้อ 1-2):
- ระแวงว่าภิกษุมีใจปฏิพัทธ์หรือทำชู้สาวกับพระมเหสี/หญิงสนม
- ระแวงว่าภิกษุทำหญิงฝ่ายในตั้งครรภ์ ในกรณีที่พระราชาทรงลืมการเสด็จไปหาหญิงนั้น ๆ
2. ระแวงเรื่องพฤติกรรมมิชอบ (ข้อ 3-4):
- ระแวงว่าเป็นคนขโมยทรัพย์สินมีค่าภายในวังที่สูญหายไป
- ระแวงว่าเป็นคนนำความลับภายในพระราชวังออกไปแพร่งพรายสู่ภายนอก
3. ระแวงเรื่องการเมือง ชิงอำนาจ และการทหาร (ข้อ 5-10):
- ระแวงว่าสมรู้ร่วมคิดในการกบฏหรือลอบปลงพระชนม์
- ระแวงว่าแทรกแซงการเมือง
- ระแวงว่าก้าวก่ายงานทหาร
- ระแวงว่าการเข้ามาคลุกคลีจะกระทบต่อความมั่นคงของราชบัลลังก์
*เป็นข้อเตือนใจไม่ให้ภิกษุเข้าไปคลุกคลีในเขตพระราชฐานฝ่ายใน เพราะสถานที่นั้นเต็มไปด้วยอำนาจและความลับ การที่สมณะเข้าออกบ่อย ๆ ย่อมหนีไม่พ้นคำครหาและความหวาดระแวง
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต อักโกสวรรค
Tstamp
[06:30] ข้อที่ 41 วิวาทสูตร ว่าด้วยเหตุให้เกิดวิวาทขึ้นในสงฆ์ [12:00] ข้อที่ 42 ปฐมวิวาทมูลสูตร ว่าด้วยมูลเหตุแห่งวิวาท สูตรที่ ๑
[13:40] ข้อที่ 43 ทุติยวิวาทมูลสูตร ว่าด้วยมูลเหตุแห่งวิวาท สูตรที่ ๒
[32:25] ข้อที่ 44 กุสินารสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่กรุงกุสินารา
[46:50] ข้อที่ 45 ราชันเตปุรัปปเวสนสูตร ว่าด้วยโทษในการเข้าไปในพระราชวังชั้นใน