หมวดธรรม 3 ประการ ในมหาวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่

ข้อที่ 65 สรภสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อว่าสรภะ เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อ สรภปริพาชก (ผู้ที่เคยบวชในพุทธศาสนาแล้วสึกออกไป) ไปป่าวประกาศว่าเขารอบรู้ธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว และที่เขาลาสึกออกมาก็เพราะเขารู้แจ้งเห็นจริงในธรรมเหล่านั้น (ในเชิงสบประมาท) เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงเสด็จไปหาเขาถึงที่พักและอนุญาตให้เขาแสดงสิ่งที่เขารู้ว่ามีอะไรบ้างที่ยังไม่บริบูรณ์ พระองค์จะช่วยเติมให้ แต่ถ้าบริบูรณ์แล้วพระองค์จะทรงอนุโมทนา ปรากฏว่า สรภปริพาชกกลับนิ่งเงียบ ไม่สามารถตอบอะไรได้เลย จนถูกเพื่อนปริพาชกด้วยกันรุมตำหนิและเปรียบเปรยว่า “อยากจะคำรามเหมือนราชสีห์ แต่ทำได้แค่เห่าหอนเหมือนสุนัขจิ้งจอก”

ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดง“ความจริงอันไม่อาจโต้แย้งได้” โดยหากใครพยายามจะคัดค้านพระองค์ใน 3 ประเด็นหลัก ที่เมื่อถูกซักถามด้วยเหตุผล ผู้นั้นมักจะแสดงอาการ 3 อย่าง (พูดกลบเกลื่อน โกรธ หรือนิ่งอั้น) ซึ่งประเด็นที่พระองค์ทรงยืนยัน (บันลือสีหนาท) ดังนี้:
1. ความเป็นผู้ตรัสรู้ชอบ (สัมมาสัมพุทธะ) : ไม่มีใครสามารถค้านได้ว่าธรรมที่พระองค์ทรงปฏิญญาว่าตรัสรู้นั้น พระองค์ยังไม่รู้จริง พระองค์ทรงรอบรู้ในสิ่งที่ทรงสอนอย่างแท้จริงตามหลักเหตุและผล
2. ความเป็นผู้สิ้นอาสวะ (ขีณาสพ) : ไม่มีใครสามารถพิสูจน์หรือคัดค้านได้ว่า อาสวะกิเลสของพระองค์ยังไม่สิ้นไป พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากกิเลสโดยสิ้นเชิงตามที่ทรงประกาศไว้
3. ความศักดิ์สิทธิ์ของพระธรรม (นิยยานิกธรรม) : ไม่มีใครสามารถค้านได้ว่า “ธรรมที่พระองค์แสดงนั้น ปฏิบัติแล้วไม่นำไปสู่ความสิ้นทุกข์” หากผู้ใดปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง ย่อมถึงความดับทุกข์ได้จริงแน่นอน

ข้อที่ 66 เกสปุตติสูตร ว่าด้วยกาลามะชาวเกสปุตตนิคม ชาวกาลามะเกิดความสับสนเพราะมีสมณพราหมณ์หลายกลุ่มแวะเวียนมาสอน โดยแต่ละกลุ่มมักจะยกย่องคำสอนตนเองและเหยียดหยามคำสอนของผู้อื่น ชาวกาลามะจึงทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “จะรู้ได้อย่างไรว่าใครพูดจริง ใครพูดเท็จ?” พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกให้เชื่อพระองค์ทันที แต่ทรงวางหลักการตรวจสอบความจริงเพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง และทรงชี้ให้เห็นว่า “ความจริง” นั้นสามารถพิสูจน์ได้ด้วยการสังเกตผลที่เกิดขึ้นในใจตนเอง
หลักธรรมสำคัญ:

  • หลักกาลามสูตร 10 ประการ (อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะ…)
  • การพิจารณา “รากเหง้าของอกุศลและกุศล” เมื่อรู้ว่าสิ่งใดเป็นอกุศลให้ “ละ” (โลภะ โทสะ โมห)ะเมื่อรู้ว่าสิ่งใดเป็นกุศลให้ “เข้าถึง” (อโลภะ อโทสะ อโมหะ)
  • เจริญพรหมวิหาร 4 ทำให้เกิดความเบาใจ 4 ประการ (อัสสาสะ 4)

1. ถ้าโลกหน้ามีจริง: เราทำดีไว้ ตายไปย่อมไปสู่สุคติสวรรค์
2. ถ้าโลกหน้าไม่มีจริง: ในปัจจุบันนี้ เราก็อยู่อย่างเป็นสุข ไม่โดนใครจองเวร
3. ถ้าผลกรรมมีจริง: เมื่อเราไม่ได้เจตนาทำชั่ว ความทุกข์ย่อมไม่มาถึงเรา
4. ถ้าผลกรรมไม่มีจริง: เราก็เห็นตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ (ภูมิใจในตนเอง) ได้ทั้งสองฝ่าย

ข้อที่ 67 สาฬหสูตร ว่าด้วยนายสาฬหะถามถึงหลักความเชื่อ นายสาฬหะและนายโรหนะ (หลานเศรษฐี) เข้าไปหาท่านพระนันทกะ ท่านจึงได้แสดงหลักการใช้ปัญญาพิจารณาธรรม โดยไม่ให้เชื่อเพียงเพราะ… (หลักกาลามสูตร 10 ประการ) แต่ให้พิสูจน์ด้วยการดูผลที่เกิดขึ้นจริงในใจตนเองว่า สิ่งนั้น (โลภะ โทสะ โมหะ) นำไปสู่ความทุกข์หรือความสุข และสรุปจบด้วยการแผ่เมตตาจนจิตหลุดพ้นจากอาสวะกิเลส

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๒ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต มหาวรรค


Tstamp

[03:30] สรภสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อว่าสรภะ
[19:45] เกสปุตติสูตร ว่าด้วยกาลามะชาวเกสปุตตนิคม
[34:40] พิจารณาสามประเด็นองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับสังกัปปวิตก
[44:24] ความเบาใจสี่ประการ 
[51:00] สาฬหสูตร ว่าด้วยนายสาฬหะถามถึงหลักความเชื่อ